Smart Police เมืองฉะเชิงเทรา เมื่องานตำรวจใช้ AI = Smart City ก็ยั่งยืน

รศ. ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล
หัวหน้าโครงการการพัฒนากลไกเครือข่ายประชาชน – ตำรวจ – ภาครัฐ ด้านเทคโนโลยี (ตำรวจอัจฉริยะ)
คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง

.

“ตอนนี้การใช้ AI ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกแล้ว หากเราช่วยให้ตำรวจสามารถใช้งาน หรือพัฒนาเองได้ Smart City ก็จะยั่งยืน”

ในยุคที่ Smart City กลายเป็นคำที่ทุกเมืองพูดถึง แต่หลายโครงการกลับไม่ยั่งยืน เพราะเมื่องบประมาณหมด เทคโนโลยีก็หยุดทำงาน แต่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรามีเรื่องราวที่แตกต่าง เมื่อตำรวจท้องถิ่นเริ่มเขียน AI ได้เอง และพัฒนาระบบที่ตอบโจทย์พื้นที่ด้วยตัวเอง

โครงการวิจัยนี้เริ่มต้นจากการอบรมหลักสูตร Rule of Law Development (RoLD) ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ที่ รศ. ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง ได้มีโอกาสพบปะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มี Passion ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่น่าสนใจ

จากข้อจำกัด PDPA สู่โอกาสของตำรวจ

“เวลาคนทั่วไปจะไปทำเรื่อง Security หรือความปลอดภัย เราก็จะติดกฎหมาย PDPA เพราะว่าถ้าไปใช้กล้องจับคนที่ไม่ใช่ผู้ต้องหา ผู้ร้าย เราก็ไม่มีสิทธิ์ทำ แต่ถ้าเป็นตำรวจทำ เขาก็มีสิทธิ์ เพราะเขามีหน้าที่โดยตรงในการรักษาความปลอดภัย นี่เป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญมาก”

จากการสำรวจพบว่าความพร้อมของทรัพยากรสูงมาก มีตำรวจที่สนใจจำนวนมาก และนี่กลายเป็นโอกาสในการพัฒนาระบบ Smart City ที่แตกต่างจากที่อื่น

เฟสแรก: จากต่างประเทศสู่ระบบของเราเอง

เมื่อปี 2565-2566 โครงการเริ่มต้นด้วยการอบรมตำรวจกลุ่ม Focus Group ให้เขียนโปรแกรมเอง แม้ในช่วงแรกจะยังไม่สำเร็จนัก ต้องอาศัยทีมงานช่วยเหลือ แต่ก็ได้ Success สำคัญ 2 เรื่อง

เรื่องแรกคือการสร้างระบบที่เทียบเท่ากับของต่างประเทศ แต่ไม่ต้องจ่ายค่า License รายเดือน ทำให้ต้นทุนลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้หลายโครงการ Smart City ไม่ยั่งยืน เพราะเมื่องบประมาณหมด ระบบก็ต้องหยุดทำงาน

เรื่องที่สองคือการพัฒนา Edge AI ซึ่งเป็น AI ที่ประมวลผลตรงกล้องเลย ไม่ต้องส่งวิดีโอกลับมาที่ส่วนกลาง ช่วยลดค่า Data Charge ได้มหาศาล เพราะถ้ามีกล้องเป็นพันหรือหมื่นตัวในระบบ Smart City ค่าใช้จ่ายในการส่งข้อมูลจะสูงมาก

“เราพัฒนาระบบให้ประมวลผลที่กล้องนั้นเลย แล้วส่งแค่ข้อความเตือน หรือส่งเฉพาะภาพที่จับได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้มาก และนี่เป็นกุญแจสำคัญของความยั่งยืน”

เฟสสอง: สร้างกลไกที่ยั่งยืน

ด้วยความสนใจของตำรวจที่เพิ่มขึ้น เฟสที่สองจึงมุ่งเน้นการสร้างกลไกต้นแบบที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึง 3 องค์ประกอบหลัก: เทคโนโลยี คน และต้นทุน ด้วยการสนับสนุนจาก ป.ป.ส.

โครงการนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจน: อบรมตำรวจ 150 นาย ให้เขียน AI ได้ภายใน 3 วัน โดยแบ่งเป็นวันที่ 1-2 ติวหนักเรื่อง AI จากนั้นห่างออกไป 1-2 อาทิตย์ ให้ไปหาหัวข้อโปรเจกต์ของตัวเอง แล้วมานำเสนอในวันที่ 3

“แต่ละคนจะมีหนึ่งโปรเจกต์ จะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ส่วนใหญ่ได้หมด แต่ว่าได้แล้วมันก็จะตะกุกตะกักบ้าง แล้วเราก็จะคัด 10 โปรเจกต์เป็น 10 Pilot Project”

10 Pilot Projects ที่เกิดจากความต้องการจริง

แทนที่จะเอากล้องจับเฉพาะผู้ร้าย ตำรวจได้ Creative ขึ้นมาเองตามโจทย์ในพื้นที่ หนึ่งในนั้นที่โดดเด่นคือ “ระบบเตือนภัยช้างป่า” ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา

“พอมันเจอช้าง มันก็จะส่งไลน์เข้าไปในกลุ่มว่า เวลานี้เจอช้างนะ บริเวณนี้ ชาวบ้านก็จะไปไล่บ้าง หรือไปเอาอาหารให้มันกินบ้าง ดีกว่าไม่รู้เลย แล้วไปเจอปั๊บ โดนทำร้าย”

โครงการนี้ตอนนี้ขยายผลไปที่นครนายก บริเวณใกล้น้ำตกสาริกา เตือนได้เป็นหลายสิบครั้งแล้ว ด้วยกล้องธรรมดาและระบบที่เทรนเอง ต้นทุนต่ำ แต่ประสิทธิภาพสูง

หลักการที่ทำให้ใช้งานได้จริง

“หลักการของ AI ที่เราสอนมันง่ายมาก เวลาเราอยากจะแยกชนิดว่าคืออะไร เราก็เอาภาพเหล่านั้นเข้าไป Train โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย เราก็แค่เลือก Model แล้วก็เอาภาพไปเทรน”

เช่น ถ้าจะจับ “นก” กับ “มีด” ก็เอาภาพนก 1,000 ภาพ และภาพมีด 1,000 ภาพ ไปเทรน พอเทรนเสร็จ ก็จะได้ Model มาอัดใส่กล้อง ติดออนไลน์ ก็ใช้ได้เลย

“ทุกอย่างเป็นแพลตฟอร์มคล้ายกันหมด มีแค่ว่าแต่ละคนก็ไปเปลี่ยน Object ที่จะตรวจจับตามที่ตัวเองต้องการทำ แต่ทุกอย่างเหมือนข้างบนหมด”

ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

พื้นที่ที่มีผลงานโดดเด่นคือ สภ.แสนภูดาษ และตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงนครนายก ตำรวจเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงเรื่อง AI แต่เป็นตำรวจที่ถูก Assign เป็น Project ซึ่งทำได้ดีมาก

ที่น่าสนใจคือตำรวจเริ่มต่อยอดด้วยตัวเอง เช่น การใช้ Gen AI ในระบบ SMART POLICE ที่เดิมต้องมีคนพิมพ์ข้อมูลเหตุการณ์ลงในแผนที่ด้วยมือ

“ตอนนี้เราลองทดสอบให้เขาดูว่าถ้าเราใช้ Gen AI คนพิมพ์ก็ไม่ต้องมีแล้ว ทำตารางแล้วส่งไป Map เองเลย ถูกต้องเกือบ 100%”

มีตำรวจบางท่านที่เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ เริ่มอยากทำกล้องตัวเล็ก ๆ ติดที่ “ตู้แดง” สำหรับสายตรวจ ให้มี AI ตรวจจับคนเดินผ่านหน้าบ้านแล้ว Alarm ไปที่ตำรวจได้เลย แสดงให้เห็นว่าความต้องการและแนวคิดมีอยู่จริง

โมเดลที่นำไปใช้ได้: 3 องค์ประกอบแห่งความสำเร็จ

“ผมคิดว่าโมเดลที่ผมจะสรุปในโครงการนี้จะเป็นโมเดลทางสังคม เป็นไกด์ว่าองค์ประกอบแห่งความสำเร็จในการ Apply Smart City มันประกอบด้วยอะไรบ้าง ที่เราเจอมาด้วยประสบการณ์จริง”

องค์ประกอบที่ 1: ความต้องการที่แท้จริง (Demand)

“มันต้องมีความอยาก ความต้องการของบุคลากร ไม่ใช่เราไปยัดเยียดให้เขามี Smart City Smart City มันก็ดีอยู่แล้ว เทคโนโลยีก็สูง แต่มันมีความต้องการหรือเปล่า”

เช่น ในบางพื้นที่ที่มีปัญหาขโมย หรือการโกงที่สาธารณะ ชาวบ้านอยากได้กล้องที่มี AI ตรวจจับและแจ้งเตือน นี่คือ Demand ที่แท้จริง

องค์ประกอบที่ 2: ความพร้อมของบุคลากร

“มันไม่ต้องพร้อมขนาดว่าต้องเก่ง AI แต่ต้องใช้ AI เป็น มีทักษะและก็พร้อมจะดูแล ยิ่งถ้าเป็นคนที่เป็น Demand คือคนต้องการและมีความพร้อมด้วย เขาจะมี Passion ที่จะจัดการ”

“ตอนนี้มันไม่ใช่ AI ที่บอกว่าวิศวกรต้องเก่ง เรียนจบมา 3 ปี แล้วต้องทำ AI เป็น ยังไม่ใช่แล้ว 2 วันกว่านี้เขาทำเป็นแล้ว แล้วมันเป็น Free Tool ด้วย เป็น Free Software”

องค์ประกอบที่ 3: ต้นทุนที่เหมาะสม

“Budget อาจจะลดลงได้ แต่ต้องมีระดับ สิ่งที่เราพยายามคุยกันคือใช้ Budget ไม่มาก เหมือนช้างมันไม่ต้องใช้ Budget มาก มันใช้กล้องธรรมดา ระบบเราก็ออกแบบให้มันไม่ได้ใช้ Server มาก ไม่ได้ใช้ต้นทุนสูง เพราะต้นทุนสูงมันไม่ยั่งยืนกับการเป็น Smart City”

ที่น่าสนใจคือแนวคิดการให้เอกชนหรือชาวบ้านจ่ายเอง เช่น ถ้าบ้านไหนอยากมีกล้องที่มี AI แจ้งเตือนไปที่ตำรวจ ก็จ่ายเองในราคาที่ไม่แพง แทนที่จะให้รัฐต้องจ่าย

“ผมคิดว่าบ้านนั้นเขาอาจจะอยากจ่ายก็ได้ เพราะคุณเหมือนมีตำรวจอยู่ตลอดเวลา มากกว่าคุณมีตำรวจที่วิ่งไปทุกวันเซ็นชื่อตรงตู้แดง มันก็จะ Efficient มากขึ้น”

การขยายผลสู่ชุมชน

โครงการไม่ได้หยุดอยู่แค่ตำรวจ แต่ขยายไปสู่ประชาชนด้วย ในวันที่ 19 จะมีการอบรมประชาชนเรื่อง AI เบื้องต้น

“เราจะอธิบายว่า AI คืออะไร แบบประชาชนฟังแล้วเข้าใจ แล้วสอน AI ที่ประชาชนสามารถใช้งานได้ง่าย ๆ เป็น Free Software หรือ Free Tool เขาใช้ได้ แล้วไป Apply กับชีวิตเขาได้ด้วย เช่น Gen AI หรือ Agentic AI ช่วยในการวิเคราะห์ต่าง ๆ”

หลังจากอบรมตอนเช้า ตอนบ่ายจะให้คิดไอเดียว่าสิ่งที่เรียนมาสามารถเอาไปพัฒนาเมืองยังไง เพื่อให้ได้ไอเดียหลากหลายจากประชาชนเอง

บทเรียนสำคัญ: ให้องค์กรพึ่งพาตัวเอง

“เราอยากให้เห็นองค์กรพึ่งพาตัวเองในการใช้ AI ไม่ใช่ต้องรออาจารย์มหาวิทยาลัย หรือต้องรอโครงการจากภาครัฐมา เราเห็นมาบ่อยว่ามันมาแล้วมันก็ไป 6 ปีมันก็ไปแล้ว แต่ถ้าเขารู้เท่าทัน รู้ว่าต้องลงทุนเท่านี้ เขาก็สามารถทำเองได้”

“โจทย์ทั้งหมดที่ผมเล่าไม่ได้มาจากผมเอง ผมฟังตำรวจที่มาเล่า การฟังโจทย์จากเขาเองมันจะดีมากเลย เขาอยากทำ”

โครงการนี้แสดงให้เห็นว่า Smart City ที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีที่แพง หรืองบประมาณที่มหาศาล แต่เกิดจากการให้ความรู้ สร้างศักยภาพ และปลูกฝังความเป็นเจ้าของให้กับคนในพื้นที่ เมื่อนั้นเทคโนโลยีจะถูกพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร

จากฉะเชิงเทรา สู่นครนายก และอาจเป็นต้นแบบให้กับเมืองอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

 

#เมืองปลอดภัย #safecity #ฉะเชิงเทราเมืองปลอดภัย #คณะวิศวกรรมศาสตร์สจล #สภเมืองฉะเชิงเทราา #บพท #pmua #thecityleaders

Share :