Housing for all กับการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย

บุญเยี่ยม เหลาสะอาด 
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเมืองน่าอยู่ 
และการกระจายศูนย์กลางความเจริญ (ฝ่าย 3) บพท.

“ปีแรกเป้าหมาย คือรู้สถานการณ์จริง ปีที่สองต้องมีแนวทางเป็นเมนูในการจัดการที่อยู่อาศัยให้กับพื้นที่ที่หลากหลาย”

“ ปีที่แล้วกับปีนี้ปี 68 นะครับ บพท. ให้การสนับสนุนงานวิจัยเรื่องที่อยู่อาศัย อย่างปีนี้มีทั้งหมด 11 จังหวัด 11 พื้นที่ สิ่งที่เราพบคือแต่ละจังหวัดมีบริบทแตกต่างกันมาก ในปีแรกเราจึงคาดหวังว่า เราอยากเห็น “สถานการณ์ที่อยู่อาศัยจริง ๆ” ของประเทศไทยในระดับพื้นที่ ว่าที่อยู่อาศัยและเมืองมีความเปลี่ยนแปลง กระบวนการเป็นเมืองมันกระทบกับที่อยู่อาศัย และคุณภาพชีวิตของผู้คนยังไงบ้าง ใครได้รับผลกระทบรุนแรงหนักเบาแค่ไหน แล้วพื้นที่มีแนวคิดจัดการกันยังไงบ้าง ดังนั้น สิ่งที่เห็นจากทั้ง 11 จังหวัด 11 พื้นที่ คือเราเห็นความแตกต่างของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการที่อยู่อาศัย และเห็นสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ที่ในเชิงลึก และมีความแตกต่างหลากหลาย 

ความแตกต่างที่ว่า คือ บางพื้นที่เราจะเห็นแค่ภาพสถานการณ์ แต่บางพื้นที่ตัวงานสามารถออกมาเป็น “ต้นแบบการจัดการ” ได้เลย เช่น กรุงเทพฯ ร้อยเอ็ด ปทุมธานี เขาสามารถทำต้นแบบการจัดการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุได้ อย่างกรุงเทพฯ ก็ทำทั้งลาดกระบัง พระนคร สัมพันธวงศ์ ทำต้นแบบการจัดการในพื้นที่อาคารร้างได้ด้วย

ปีแรกจึงค่อนข้างเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้ง “สถานการณ์จริง” ว่าที่อยู่อาศัยทุกวันนี้หน้าตาเป็นยังไง “ข้อเสนอการจัดการ” ว่ามีกี่รูปแบบ กี่แนวทาง และจะทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้ยังไง

เราไม่ได้ต้องการแค่ออกแบบบ้านนะครับ แต่ต้องการ “การจัดระบบนิเวศของการอยู่อาศัยทั้งหมด” เพราะเรื่องที่อยู่อาศัยมันเกี่ยวกับเมืองทั้งหมด มันโยงกับอาชีพ การมีงานทำ สภาพแวดล้อมที่ดี ไม่ใช่แค่สร้างบ้านให้เขาอยู่

ยกตัวอย่างเช่น ศรีสะเกษ เขาคุยเรื่องที่อยู่อาศัยในที่ราชพัสดุ ก็มีคำถามว่าคนที่อยู่ตรงนั้นทำมาหากินอะไรได้บ้าง ถ้าที่ราชพัสดุมันเป็นกรรมสิทธิ์ไม่ได้ รูปแบบการจัดการควรเป็นยังไง สิ่งแบบนี้คือสิ่งที่เราอยากเห็น

ประเด็นหนึ่งที่คุยกันคือ หลายที่มีรูปแบบจัดการดีนั้นดีแน่ๆ  อย่างกรณีของญี่ปุ่นที่เราได้ฟังวันนี้ เขาก็มีหลายรูปแบบ แต่ถ้าเอามาวางบนบริบทไทย ที่ไม่มีงบประมาณ มีข้อจำกัดกฎหมาย มันจะหน้าตาเป็นยังไง อันนี้คือเรื่องที่เราต้องมากคิดต่อ จากประสบการณ์ที่เราได้ร่วมแลกเปลี่ยนกันวันนี้

สุดท้ายเราอยากเห็นว่า ทั้ง 10 จังหวัด 11 พื้นที่ มันจำแนกออกได้กี่แบบ แต่ละแบบต้องจัดการยังไง และจะนำไปสู่ “นโยบายที่อยู่อาศัยของชาติ” ได้ยังไงบ้าง พอได้แนวนโยบายแล้วจะต่อไปสู่ Solution ใครต้องทำบทบาทไหน ภาควิชาการทำอะไร ผู้ประกอบการเห็นโอกาสตรงไหน กฎหมายต้องแก้ไหม อันนี้คือภาพรวมที่เราอยากเห็น

สำหรับกลุ่มที่ต้องการการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เห็นชัด ๆ คือ กลุ่มเปราะบาง อย่างร้อยเอ็ดจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่นานแล้ว หรือคนจน ไม่มีที่อยู่อาศัยที่ดี ไม่มีที่ทำกิน เมืองขยายก็ทำมาหากินไม่ได้ ก็เลยต้องเข้ามาอยู่ในเมือง เข้าไปอยู่จับจองพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ว่างของรัฐ กรณีแบบนี้มีทั้งที่ ร้อยเอ็ด ภูเก็ต ปทุมธานี ข้อเสนอ และการออกแบบจึงไม่ใช่แค่ทำบ้าน แต่เป็น “ออกแบบสังคม” ว่าเขาจะอยู่ร่วมกันยังไง ดูแลกันยังไง

อีกหนึ่งกลุ่มที่น่าสนใจ คือ “คนรุ่นใหม่เพิ่งจบ” พวกเขาไม่เปราะบาง แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ถ้าไม่มีงานทำก็อาจกลายเป็นคนจนในเมืองได้ เรามองว่าเป็นกลุ่มที่ต้องเตรียมรองรับเหมือนกัน

บางพื้นที่ได้แค่ข้อเสนอว่าหน่วยงานไหนควรทำอะไร แต่บางพื้นที่ออกมาเป็น “ต้นแบบจริง” เลย เช่นร้อยเอ็ด, ศรีสะเกษ, ปทุมธานี (ลาดสวาย) มีการออกแบบบ้านผู้สูงอายุไว้เลย ปรับจากของ พม. บางส่วน แล้วทำเป็นแบบมาตรฐานที่สามารถนำไปยื่นขออนุญาตปลูกสร้างได้ ใช้ได้ทั้งภาครัฐและเอกชน ถือเป็นเหมือนคู่มือมาตรฐานสำหรับบ้านผู้สูงอายุ

ที่ลาดกระบัง ก็ทำต้นแบบพัฒนาอาคารร้าง จากการสำรวจทีมวิจัยพบอาคารถูกปล่อยทิ้ง เจ้าของไม่พร้อมใช้งาน ก็เลยเอามาดีไซน์ว่า จะปรับให้เป็นที่อยู่อาศัยกลุ่มรายได้น้อยหรือกลุ่มเปราะบาง คำนวณความคุ้มค่า พื้นที่ประมาณไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ พอมีความชัดเจา ก็ให้ทางเจ้าของตึกหรือผู้ประกอบการจะตัดสินใจ และเสนอให้ กทม. หากต้องการจะเช่าตึกมาทำเองต้องพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง ฯลฯ

ตอนนี้ถือว่ามีภาพต้นแบบหลายแบบพอสมควร

กลไกการทำงานจากปีที่แรกมาถึงปีนี้ เราเริ่มเห็น และคิดว่าจะมีแนวทางดำเนินการต่อยังไง โดยเฉพาะเรื่อง “เจ้าของพื้นที่” เพราะทุกพื้นที่มีเจ้าของ และเจ้าของแต่ละรายมีกฎหมายของตัวเอง เช่น กรมศาสนา, การเคหะแห่งชาติ, ท้องถิ่น, กลุ่มทุนเอกชน, ธอส. ถ้าจะทำ Solution จริง ๆ ต้องเชิญทุกฝ่ายมาหารือกันเข้มข้น เช่น เจ้าของที่ดินปลดล็อคอะไรได้บ้าง การเคหะมีหน้าที่ไหนบ้าง ภาคเอกชนจะลงทุนแบบไหนถึงคุ้มค่า

ปลายทางที่อยากเห็นในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในปีนี้ และปีหน้า ข้อแรก คือ ระบบฐานข้อมูลที่อยู่อาศัยของชาติ ต้องตอบได้ว่า ความต้องการอยู่ตรงไหน รูปแบบตอบสนองอยู่ตรงไหน ต้องทำอย่างไร เป็นฐานข้อมูลที่ช่วยให้ท้องถิ่นและผู้พัฒนาตัดสินใจได้ ข้อที่สอง คือ โมเดลการจัดการที่หลากหลาย และเป็นเมนูที่พร้อมใช้งานได้เลย เช่น เมนูสำหรับพื้นที่บุกรุก พื้นที่อาคารร้าง พื้นที่เอกชน แต่ละเมนูจะบอกเลยว่า ต้องพิจารณาหรือปรับปรุงกฎหมายข้อบัญญัติอะไร, ต้องคุยกับเจ้าของที่ดินแบบไหน, ต้องใช้งบประมาณแค่ไหน และสิ่งที่ต้องเตรียมคืออะไร ให้แต่ละพื้นที่เลือกเมนูในการจัดการที่อยู่อาศัยให้กับโจทย์พื้นที่ที่หลากหลายตามบริบทของตัวเอง แล้วเอาไปปรับใช้ได้ทันที นี่คือความพร้อมที่เราจะต้องเห็นในปี 69 ที่กำลังจะมาถึง”

#Housingforall #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย #pmua #บพท

Share :