เมืองแห่งการเรียนรู้ กทม. จากมุมมอง Bangkok City Lab

ผศ.ดร. ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์  
ผู้อำนวยการศูนย์การทดลองเมืองกรุงเทพมหานคร (Bangkok City Lab)

.

เพราะการเรียนรู้ในเมืองควรเกิดจากการร่วมกันของทุกภาคส่วน และไม่ได้มองว่าเป็นการแก้ปัญหาแต่เป็นการพัฒนาศักยภาพของเมืองและประชาชน

““ตามนโยบายของกรุงเทพมหานคร การเรียนรู้ที่กรุงเทพฯ สนับสนุนสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือ การเรียนรู้ในระบบ ผ่านกลไกของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนโยบายส่งเสริมให้การเรียนรู้ก้าวไปไกลกว่าหลักสูตรในระบบที่มีอยู่ เช่น โปรแกรม Saturday School ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนทำกิจกรรมและเรียนรู้ด้วยตนเองนอกเวลาเรียนปกติในวันเสาร์ รวมถึงโครงการขยายโอกาสทางการศึกษา สำหรับเด็กที่หลุดจากระบบด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจของครอบครัว เพื่อให้สามารถกลับมาเพิ่มเวลาเรียนและพัฒนาตนเองได้อีกครั้ง

กลุ่มที่สองคือ การเรียนรู้เพื่อพัฒนาอาชีพ ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีศูนย์ฝึกอาชีพอยู่ 10 แห่ง พร้อมหลักสูตรมากกว่าร้อยหลักสูตร ตั้งแต่การตัดผม นวด ทำขนม ไปจนถึงซ่อมของใช้ต่าง ๆ หลักสูตรเหล่านี้เปิดให้ประชาชนสมัครเข้าเรียนได้ตามความสนใจ มีตารางเรียนวันจันทร์–ศุกร์ และบางหลักสูตรเปิดในวันเสาร์–อาทิตย์ เพื่อรองรับผู้ที่ทำงานประจำ

กลุ่มที่สามคือ การเรียนรู้อิสระ เช่น พิพิธภัณฑ์เด็ก ศูนย์เยาวชน และห้องสมุด ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์เชิงประเมิน แต่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามาเลือกเรียนรู้ตามความสนใจ เป็นลักษณะของการจัดบริการแบบ Supply Based คือกรุงเทพมหานครเตรียมพื้นที่และทรัพยากรไว้ แล้วประชาชนเลือกเข้ามาใช้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือหรือชมนิทรรศการ”

ความน่าสนใจของโครงการวิจัยหรือโปรแกรมเมืองแห่งการเรียนรู้ที่ทำร่วมกับสถาบันการศึกษา คือการเปิดพื้นที่ให้ “ผู้เล่นใหม่” หรือภาคีเครือข่ายเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะการเรียนรู้ในเมืองไม่ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ควรเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งท้องถิ่น กระทรวง โรงเรียน และสถาบันการศึกษา โดยการเปิดทรัพยากรที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ และมองการเรียนรู้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหา แต่เป็นการพัฒนาศักยภาพของเมืองและประชาชนในระยะยาว

ความท้าทายสำคัญในปัจจุบันคือ จะขยายพื้นที่การเรียนรู้ให้กว้างขึ้นได้อย่างไรโดยใช้ทรัพยากรเท่าเดิม หากการสร้างการเรียนรู้ต้องอาศัยงบประมาณใหม่ทุกครั้ง เมืองก็จะไม่สามารถเริ่มต้นสิ่งใหม่ได้เลย แนวคิดของเมืองแห่งการเรียนรู้จึงไม่ได้มองเฉพาะคนที่มีทรัพยากรเหลือเฟือ แต่คือการจัดวางทรัพยากร ความรู้ และพลังงานที่มีอยู่แล้วให้เชื่อมต่อกับคนที่ขาดโอกาส กระบวนการเชื่อมโยงนี้จะเกิดขึ้นได้เองเมื่อมีตัวกลางที่เหมาะสม

บทบาทของสถาบันการศึกษา เช่น สจล. คือการทำหน้าที่เป็น Hub หรือโหนดกลาง ที่เอื้ออำนวยให้ทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ และผู้ที่ต้องการความรู้ได้มาพบกัน กรุงเทพมหานครมีสถาบันการศึกษาจำนวนมาก ซึ่งแต่ละแห่งทำงานกับพื้นที่รอบข้างแตกต่างกันไป หากสามารถพัฒนาโหนดการเรียนรู้ลักษณะนี้ให้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ก็จะช่วยยกระดับการเข้าถึงความรู้ได้รวดเร็วและยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งการเรียนออนไลน์ การเรียนซ้ำ การทดลองปฏิบัติจริง และการจัดเวลาเรียนที่ไม่จำกัดอยู่แค่วันและเวลาแบบเดิม

ในมิติของการเรียนรู้ที่ “ไม่มีตลาด” เช่น การพัฒนาทักษะสำหรับคนพิการ หรือกลุ่มเปราะบาง ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาสนับสนุน เพราะหากปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว โอกาสจะไม่กระจายอย่างทั่วถึง แนวคิดของกรุงเทพมหานครจึงค่อย ๆ ขยับจากการเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด ไปสู่การสร้างภาคีและมอบภารกิจบางส่วนให้เครือข่ายหรือสถาบันต่าง ๆ เข้ามาร่วมขับเคลื่อน

ภาพของเมืองแห่งการเรียนรู้จึงอยู่ที่การออกแบบ “โหนด” หรือ “โฮสต์” ให้เหมาะสม สมมุติว่ามีศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็น Hub กลาง เชื่อมความรู้จากคณะวิศวกรรม สถาปัตยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ เข้ากับทรัพยากรในพื้นที่ เช่น ชุมชนที่เลี้ยงปลาสวยงาม ปลูกกล้วย หรือทำหัตถศิลป์ การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในศูนย์และในพื้นที่จริง สิ่งสำคัญคือการออกแบบหลักสูตร ระยะเวลา และรูปแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนและชุมชน”

#Bangkokcitylab #KMITL #สำนักการเรียนรู้ตลอดชีวิตพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง #สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง #บพท #pmua #thecityleaders

Share :